กินผลไม้ตอนเย็นอย่าหวังว่าจะผอม

ผลจากการทดสอบปริมาณน้ำตาลในน้ำผลไม้ยังแสดงให้เห็นอีกว่ามีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 9.27 ก.ต่อ 100 มล. หรือรับประทานน้ำตาล 2 ช้อนชากว่าๆ ซึ่งปริมาณน้ำตาลที่นักโภชนาการแนะนำให้รับประทานต่อวันคือ ไม่ควรเกิน 4 ช้อนชาสำหรับเด็ก และ 6 ช้อนชาสำหรับผู้ใหญ่ หากเราดื่มน้ำผัก-ผลไม้รวมพร้อมดื่ม 1 แก้ว หรือประมาน 200 มล. เราจะได้น้ำตาลประมาณ 4 ช้อนชา

ซึ่งค่อนข้างสูงเมื่อรวมกับอาหารทั้งวันที่รับประทาน และนั่นทำให้คุณรับประทานน้ำตาลเกินความจำเป็น จึงถือว่าเป็นผลเสียต่อสุขภาพ
ผลไม้ คือน้ำตาลอย่างหนึ่ง พอกินเข้าไปจะสะสมเร็วมากค่ะ การที่เราเลือกรับประทานผลไม้จืดหรือเปรี้ยวแทนอาหาร 1 มื้อ เช่น กล้วย ฝรั่ง แอปเปิล แก้วมังกร หรือสับปะรด นับเป็นวิธีการที่ผิดอย่างร้ายแรง เพราะผลไม้บางชนิดนั้นทำให้อ้วนได้ เนื่องจากน้ำตาลในผลไม้ค่อนข้างมาก โดยความหวานที่ว่านี้ให้พลังงานแก่ร่างกาย ซึ่งถ้าหวานมากไป น้ำตาลก็จะเปลี่ยนพลังงานให้เป็นไขมันสะสมอยู่ในร่างกาย และนั่นจะก่อให้เกิดโรคอ้วนลงพุง มะม่วงสุก 3 ลูก เทียบเท่ากับข้าวขาหมู 1 จานทั้งนี้ เราสามารถเปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างง่ายๆ โดยการรับประทานมะม่วงสุก 3 ลูก จะเทียบเท่ากับการให้พลังงานประมาณข้าวขาหมู 1 จาน หรือถ้าเปลี่ยนจากข้าวมาเป็นผลไม้อย่างฝรั่งหรือมะม่วง ก็เท่ากับรับประทานแป้งเหมือนเดิม แต่น้ำตาลมากกว่า ยิ่งไม่รับประทานข้าวซึ่งเป็นโปรตีนและผักที่เป็นไฟเบอร์เลย ร่างกายก็จะเปลี่ยนแป้งและน้ำตาลในผลไม้เหล่านี้ให้เป็นไขมันสะสมอยู่ดี ดังนั้น ก่อนจะลดน้ำหนักด้วยผลไม้จึงควรศึกษาให้ละเอียด น้ำผลไม้คั้นสด ข้อผิดพลาดที่คนรักสุขภาพเผลอทำนอกจากนี้ การที่บางคนเลือกรับประทานน้ำผลไม้คั้นเอง แม้จะไม่ใส่น้ำตาล แต่แท้จริงแล้วก็มีน้ำตาลธรรมชาติจำนวนมาก ซึ่งถ้าดื่มแล้วไม่ออกกำลังเผาพลาญทิ้งไป ก็อาจทำให้อ้วนมากกว่าการดื่มนมจืดขาดมันเนยเสียอีก. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth